เกาะกระแส
- FacebookFacebook
- XTwitter

ระบบภาษีศุลกากรที่จัดเก็บในวงกว้างและสูงมากเป็นประวัติการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าโลกและเพิ่มรายได้จากกรมศุลกากรของรัฐบาล ในขณะเดียวกันก็มีผลอาจผลักดันให้ชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นเข้าสู่ความยากจน เนื่องจากภาษีศุลกากรลดอำนาจซื้อของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยโดยตรง (ไม่ว่าจะโดดรายได้ที่เป็นตัวเงินลดลงหรือราคาที่เพิ่มขึ้น) จึงส่งผลกระทบต่อความยากจนด้วย
ผลการวิจัยใหม่ของ The Budget Lab แห่งมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐฯที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ประมาณการว่า ภาษีศุลกากรใหม่ปี 2568 ของรัฐบาลทรัมป์จะทำให้จำนวนชาวอเมริกันที่อยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจนเพิ่มขึ้น 650,000-875,000 (0.2-0.3% ของประชากรสหรัฐฯ) ขึ้นอยู่กับมาตรการวัดความยากจนที่ใช้
เช่นเดียวกับภาษีทางอ้อมทั้งหมด ภาษีศุลกากรจะลดอำนาจซื้อของรายได้ครัวเรือนลง โดยการราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น หรือรายได้ที่เป็นตัวเงินลง การสูญเสียอำนาจซื้อนี้ ซึ่งเป็นการลดลงของสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่ารายได้ “ที่แท้จริง” ถือเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยตรงจากภาษีศุลกากร จากการที่รูปแบบการใช้จ่ายของแต่ละครัวเรือนแตกต่างกัน ผลที่ได้รับจึงไม่เท่าเทียมกัน ก่อนหน้านี้ Budget Lab ได้ประเมินและอภิปรายว่าภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อครัวเรือนที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มรายได้ไว้แล้ว
อีกวิธีหนึ่งในการวัดผลกระทบต่อการกระจายรายได้เหล่านี้คือการพิจารณาอัตราความยากจน ภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อความยากจนตรง ๆ เนื่องจากความยากจนวัดโดยการเปรียบเทียบรายได้ครัวเรือนกับเกณฑ์ที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ และเนื่องจากการขึ้นราคาสินค้าอันเป็นผลจากภาษีศุลกากรจะเพิ่มเกณฑ์ดังกล่าว แต่ยังคงรักษาระดับรายได้ส่วนใหญ่ไว้ ดังนั้นครอบครัวจำนวนมากจึงมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจน
เพื่อประเมินขนาดของผลกระทบนี้ The Budget Lab จึงเริ่มต้นด้วยการประเมินผลกระทบของภาษีศุลกากรต่อราคาต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ จากนั้น จะคำนวณว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาเหล่านั้นส่งผลต่อเกณฑ์ความยากจนและรายได้อย่างไร สุดท้าย หลังจากปรับปรุงค่าเหล่านี้ในข้อมูลการสำรวจอย่างเป็นทางการเพื่อสะท้อนผลกระทบของภาษีศุลกากรแล้ว ก็จะคำนวณอัตราความยากจนใหม่
สำนักงานสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา (US Census Bureau) ได้จัดทำมาตรวัดความยากจนหลักๆ ไว้สองแบบ แบบแรกคือ มาตรวัดความยากจนอย่างเป็นทางการ (Official Poverty Measure:OPM) ซึ่งเป็นมาตรการความยากจนที่ใช้มานาน โดยเปรียบเทียบรายได้เงินสดกับเกณฑ์ที่อ้างอิงอัตราเงินเฟ้อ ( inflation-indexed threshold) อีกแบบหนึ่งคือ มาตรวัดความยากจนส่วนเพิ่ม (Supplemental Poverty Measure:SPM) ซึ่งเป็นมาตรการที่ครอบคลุมกว่า โดยพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพยากรครัวเรือนและค่าครองชีพ ซึ่ง The Budget Lab ได้จัดทำประมาณการทั้ง OPM และ SPM
ผลที่ได้ก็คือ The Budget Lab ประเมินว่าภาษีของรัฐบาลทรัมป์ที่มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 3 กันยายน 2568 จะทำให้….ชาวอเมริกันประมาณ 875,000 คน ซึ่งประมาณ 375,000 คนเป็นเด็ก ตกอยู่ใต้เส้นความยากจนตามเกณฑ์ OPM ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราความยากจน OPM จาก 10.4% (ก่อนทรัมป์ขึ้นภาษี) เป็น 10.7 % ภาพรวมของการวัดด้วยเกณฑ์ SPM ก็คล้ายกัน โดยอัตราดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นจาก 12.0% เป็น 12.2% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 650,000 คน รวมถึงเด็ก 150,000 คน

นักเศรษฐศาสตร์ยังกล่าวอีกว่า ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยมักจะซื้อสินค้านำเข้ามากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาสินค้าจากภาษีศุลกากร
“ภาษีศุลกากรเป็นภาษีที่ครอบครัวชาวอเมริกันต้องจ่าย” จอห์น ริคโค รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์นโยบายของ The Budget Lab กล่าวกับ CNN “เนื่องจากภาษีศุลกากรเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการ แทนที่จะเป็นรายได้ จึงส่งผลกระทบต่อผู้ที่ใช้จ่ายในสัดส่วนที่มากกว่าการออมในรายได้”
สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐอเมริการายงานเมื่อวันอังคาร(9 ก.ย. 2568) ว่า ณ สิ้นปีที่แล้ว มีประชากรเกือบ 36 ล้านคนที่ตกอยู่ในภาวะยากจน อัตราความยากจนลดลง 0.4 จุด เหลือ 10.6% เนื่องจากเงินเดือนและรายได้ส่วนใหญ่เพียงพอกับค่าครองชีพ
ผลการวิจัยนี้เน้นย้ำถึงผลกระทบจากการขึ้นราคาสินค้าจากภาษีศุลกากร โดยเฉพาะสำหรับชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนอยู่แล้ว ราคาที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ก็จะยิ่งลำบากมาก
ในแถลงการณ์ที่ส่งให้กับ CNN โฆษกทำเนียบขาว เทย์เลอร์ โรเจอร์ส แย้งว่า วาระทางเศรษฐกิจในช่วงสมัยแรกของทรัมป์ช่วยให้ “ครัวเรือนชนชั้นแรงงานเจริญรุ่งเรืองในขณะที่ลดความเหลื่อมล้ำของรายได้”
ในขณะที่นโยบายอเมริกาต้องมาก่อน America First ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีนิติบุคคล ภาษีศุลกากร การลงทุนที่ไม่เคยมีมาก่อน การยกเลิกกฎระเบียบ และการชี้นำด้านพลังงาน ยังคงมีผลบังคับในช่วงสมัยที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ ชาวอเมริกันสามารถไว้วางใจได้ว่าหายนะทางเศรษฐกิจของโจ ไบเดนกำลังจะสิ้นสุดลง” โรเจอร์สกล่าว
โฆษกทำเนียบขาวยังชี้ให้เห็นถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ชะลอลงกว่าที่คาดไว้ ตาที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.2568) ว่าเป็นหลักฐานว่า “อัตราเงินเฟ้อได้ชะลอลงแล้วและภาษีศุลกากรไม่ได้ทำให้ราคาสูงขึ้นอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้”
กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคมลดลง 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน จาก 0.7% เดือนกรกฎาคม ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายปีเพิ่มขึ้น 2.6% จาก 3.1% ในเดือนกรกฎาคม ต่ำกว่า 3.3% ที่นักวิเคราะห์คาด ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน ลดลง 0.1% เช่นกันเมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายปีเพิ่มขึ้น 2.8% ต่ำกว่า 3.5% ที่นักวิเคราะห์คาด
อย่างไรก็ตาม ดัชนีPPI ที่ลดลงเป็นผลมาจากการลดลงของบริการทางการค้า ซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่สะท้อนถึงอัตรากำไรของผู้ค้าปลีกและผู้ค้าส่ง อัตรากำไรที่ลดลงนี้บ่งชี้ว่าธุรกิจต่างๆ กำลังรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษีศุลกากรในกำไรสุทธิ กำไรที่ลดลงอาจทำให้บางธุรกิจผลักภาระต้นทุนเหล่านั้นไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาที่สูงขึ้น หรือลดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ เช่น การจ้างงานน้อยลงหรือการเลิกจ้างพนักงาน
นักเศรษฐศาสตร์ของ Barclays เตือนว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคมนั้น “ไม่ได้อ่อนลงอย่างที่เห็น” และชี้ว่านอกเหนือจากอัตรากำไรการค้าแล้ว “อัตราเงินเฟ้อก็ค่อนข้างทรงตัว”
จากอัตราภาษีที่ทรัมป์กำหนดในปีนี้ อัตราภาษีที่แท้จริงโดยเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงถึง 17.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1935 ตามข้อมูลของ The Budget Lab
หากยังคงอัตราภาษีที่ทรัมป์กำหนดไว้ อัตราภาษีที่แท้จริงโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 17.4%
นโยบายการค้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดทั้งปี และในขณะเดียวกัน ภาษีส่วนใหญ่ของทรัมป์ก็อยู่ในสถานะที่ยังไม่แน่นอนทางกฎหมาย
เมื่อวันอังคาร (9 ก.ย. 2568)ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้ตกลงรับฟังข้อโต้แย้งเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์ ฝ่ายบริหารหวังว่าผู้พิพากษาจะกลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่ยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรเฉพาะประเทศ โดยชี้ประธานาธิบดีได้ใช้อำนาจฉุกเฉินไม่ชอบด้วยกฎหมาย
The Budget Lab ประเมินว่า หากศาลฎีกาตัดสินว่ามาตรการภาษีศุลกากรดังกล่าวผิดกฎหมาย ก็จะมีผลหักล้างมาตรการภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ (71%) ที่กำหนดไว้ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่ของทรัมป์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าประธานาธิบดีมีอำนาจอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เพื่อพยายามคงมาตรการภาษีศุลกากรต่างๆ ไว้
Related posts:
- ทรัมป์ประกาศภาษี Reciprocal Tariffs มีผล 1 ส.ค. ประเทศที่หนุน BRICS ต้านสหรัฐฯ ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 10%
- ชาวอเมริกัน “เลือกประธานาธิบดี” กันอย่างไร
- ASEAN Roundup เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ติด 20 ประเทศ สหรัฐฯให้ความสำคัญเจรจาภาษี
- สหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศตามภูมิภาค
- ASEAN Roundup อาเซียนเตรียมประกาศยุทธศาสตร์ AEC ส่งเสริมการค้า ความยืดหยุ่น นวัตกรรมดิจิทัล
- วิจัยกรุงศรีลดคาดการณ์ GDP ปี 2568 เหลือ 2.1% การค้าต่างประเทศยังเสี่ยงสูง



