ภาษีศุลกากรของทรัมป์ ผลกระทบต่อความยากจนในอเมริกา (2026)

เกาะกระแส

  • FacebookFacebook
  • XTwitter
ภาษีศุลกากรของทรัมป์ ผลกระทบต่อความยากจนในอเมริกา (1)

ระบบภาษีศุลกากรที่จัดเก็บในวงกว้างและสูงมากเป็นประวัติการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าโลกและเพิ่มรายได้จากกรมศุลกากรของรัฐบาล ในขณะเดียวกันก็มีผลอาจผลักดันให้ชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นเข้าสู่ความยากจน เนื่องจากภาษีศุลกากรลดอำนาจซื้อของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยโดยตรง (ไม่ว่าจะโดดรายได้ที่เป็นตัวเงินลดลงหรือราคาที่เพิ่มขึ้น) จึงส่งผลกระทบต่อความยากจนด้วย

ผลการวิจัยใหม่ของ The Budget Lab แห่งมหาวิทยาลัยเยลในสหรัฐฯที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ประมาณการว่า ภาษีศุลกากรใหม่ปี 2568 ของรัฐบาลทรัมป์จะทำให้จำนวนชาวอเมริกันที่อยู่ใต้เส้นแบ่งความยากจนเพิ่มขึ้น 650,000-875,000 (0.2-0.3% ของประชากรสหรัฐฯ) ขึ้นอยู่กับมาตรการวัดความยากจนที่ใช้

เช่นเดียวกับภาษีทางอ้อมทั้งหมด ภาษีศุลกากรจะลดอำนาจซื้อของรายได้ครัวเรือนลง โดยการราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น หรือรายได้ที่เป็นตัวเงินลง การสูญเสียอำนาจซื้อนี้ ซึ่งเป็นการลดลงของสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่ารายได้ “ที่แท้จริง” ถือเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยตรงจากภาษีศุลกากร จากการที่รูปแบบการใช้จ่ายของแต่ละครัวเรือนแตกต่างกัน ผลที่ได้รับจึงไม่เท่าเทียมกัน ก่อนหน้านี้ Budget Lab ได้ประเมินและอภิปรายว่าภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อครัวเรือนที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มรายได้ไว้แล้ว

อีกวิธีหนึ่งในการวัดผลกระทบต่อการกระจายรายได้เหล่านี้คือการพิจารณาอัตราความยากจน ภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อความยากจนตรง ๆ เนื่องจากความยากจนวัดโดยการเปรียบเทียบรายได้ครัวเรือนกับเกณฑ์ที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ และเนื่องจากการขึ้นราคาสินค้าอันเป็นผลจากภาษีศุลกากรจะเพิ่มเกณฑ์ดังกล่าว แต่ยังคงรักษาระดับรายได้ส่วนใหญ่ไว้ ดังนั้นครอบครัวจำนวนมากจึงมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจน

ภาษีศุลกากรของทรัมป์ ผลกระทบต่อความยากจนในอเมริกา (2)

เพื่อประเมินขนาดของผลกระทบนี้ The Budget Lab จึงเริ่มต้นด้วยการประเมินผลกระทบของภาษีศุลกากรต่อราคาต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ จากนั้น จะคำนวณว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาเหล่านั้นส่งผลต่อเกณฑ์ความยากจนและรายได้อย่างไร สุดท้าย หลังจากปรับปรุงค่าเหล่านี้ในข้อมูลการสำรวจอย่างเป็นทางการเพื่อสะท้อนผลกระทบของภาษีศุลกากรแล้ว ก็จะคำนวณอัตราความยากจนใหม่

สำนักงานสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา (US Census Bureau) ได้จัดทำมาตรวัดความยากจนหลักๆ ไว้สองแบบ แบบแรกคือ มาตรวัดความยากจนอย่างเป็นทางการ (Official Poverty Measure:OPM) ซึ่งเป็นมาตรการความยากจนที่ใช้มานาน โดยเปรียบเทียบรายได้เงินสดกับเกณฑ์ที่อ้างอิงอัตราเงินเฟ้อ ( inflation-indexed threshold) อีกแบบหนึ่งคือ มาตรวัดความยากจนส่วนเพิ่ม (Supplemental Poverty Measure:SPM) ซึ่งเป็นมาตรการที่ครอบคลุมกว่า โดยพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพยากรครัวเรือนและค่าครองชีพ ซึ่ง The Budget Lab ได้จัดทำประมาณการทั้ง OPM และ SPM

ผลที่ได้ก็คือ The Budget Lab ประเมินว่าภาษีของรัฐบาลทรัมป์ที่มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 3 กันยายน 2568 จะทำให้….ชาวอเมริกันประมาณ 875,000 คน ซึ่งประมาณ 375,000 คนเป็นเด็ก ตกอยู่ใต้เส้นความยากจนตามเกณฑ์ OPM ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราความยากจน OPM จาก 10.4% (ก่อนทรัมป์ขึ้นภาษี) เป็น 10.7 % ภาพรวมของการวัดด้วยเกณฑ์ SPM ก็คล้ายกัน โดยอัตราดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นจาก 12.0% เป็น 12.2% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 650,000 คน รวมถึงเด็ก 150,000 คน

ภาษีศุลกากรของทรัมป์ ผลกระทบต่อความยากจนในอเมริกา (3)

ภาษีศุลกากรของทรัมป์ ผลกระทบต่อความยากจนในอเมริกา (4)

นักเศรษฐศาสตร์ยังกล่าวอีกว่า ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยมักจะซื้อสินค้านำเข้ามากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาสินค้าจากภาษีศุลกากร

“ภาษีศุลกากรเป็นภาษีที่ครอบครัวชาวอเมริกันต้องจ่าย” จอห์น ริคโค รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์นโยบายของ The Budget Lab กล่าวกับ CNN “เนื่องจากภาษีศุลกากรเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการ แทนที่จะเป็นรายได้ จึงส่งผลกระทบต่อผู้ที่ใช้จ่ายในสัดส่วนที่มากกว่าการออมในรายได้”

สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐอเมริการายงานเมื่อวันอังคาร(9 ก.ย. 2568) ว่า ณ สิ้นปีที่แล้ว มีประชากรเกือบ 36 ล้านคนที่ตกอยู่ในภาวะยากจน อัตราความยากจนลดลง 0.4 จุด เหลือ 10.6% เนื่องจากเงินเดือนและรายได้ส่วนใหญ่เพียงพอกับค่าครองชีพ

ภาษีศุลกากรของทรัมป์ ผลกระทบต่อความยากจนในอเมริกา (5)

ผลการวิจัยนี้เน้นย้ำถึงผลกระทบจากการขึ้นราคาสินค้าจากภาษีศุลกากร โดยเฉพาะสำหรับชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนอยู่แล้ว ราคาที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ก็จะยิ่งลำบากมาก

ในแถลงการณ์ที่ส่งให้กับ CNN โฆษกทำเนียบขาว เทย์เลอร์ โรเจอร์ส แย้งว่า วาระทางเศรษฐกิจในช่วงสมัยแรกของทรัมป์ช่วยให้ “ครัวเรือนชนชั้นแรงงานเจริญรุ่งเรืองในขณะที่ลดความเหลื่อมล้ำของรายได้”

ภาษีศุลกากรของทรัมป์ ผลกระทบต่อความยากจนในอเมริกา (6)

ในขณะที่นโยบายอเมริกาต้องมาก่อน America First ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีนิติบุคคล ภาษีศุลกากร การลงทุนที่ไม่เคยมีมาก่อน การยกเลิกกฎระเบียบ และการชี้นำด้านพลังงาน ยังคงมีผลบังคับในช่วงสมัยที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ ชาวอเมริกันสามารถไว้วางใจได้ว่าหายนะทางเศรษฐกิจของโจ ไบเดนกำลังจะสิ้นสุดลง” โรเจอร์สกล่าว

โฆษกทำเนียบขาวยังชี้ให้เห็นถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ชะลอลงกว่าที่คาดไว้ ตาที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.2568) ว่าเป็นหลักฐานว่า “อัตราเงินเฟ้อได้ชะลอลงแล้วและภาษีศุลกากรไม่ได้ทำให้ราคาสูงขึ้นอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้”

กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนสิงหาคมลดลง 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน จาก 0.7% เดือนกรกฎาคม ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายปีเพิ่มขึ้น 2.6% จาก 3.1% ในเดือนกรกฎาคม ต่ำกว่า 3.3% ที่นักวิเคราะห์คาด ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน ลดลง 0.1% เช่นกันเมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายปีเพิ่มขึ้น 2.8% ต่ำกว่า 3.5% ที่นักวิเคราะห์คาด

อย่างไรก็ตาม ดัชนีPPI ที่ลดลงเป็นผลมาจากการลดลงของบริการทางการค้า ซึ่งเป็นหมวดหมู่ที่สะท้อนถึงอัตรากำไรของผู้ค้าปลีกและผู้ค้าส่ง อัตรากำไรที่ลดลงนี้บ่งชี้ว่าธุรกิจต่างๆ กำลังรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษีศุลกากรในกำไรสุทธิ กำไรที่ลดลงอาจทำให้บางธุรกิจผลักภาระต้นทุนเหล่านั้นไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาที่สูงขึ้น หรือลดค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ เช่น การจ้างงานน้อยลงหรือการเลิกจ้างพนักงาน

นักเศรษฐศาสตร์ของ Barclays เตือนว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคมนั้น “ไม่ได้อ่อนลงอย่างที่เห็น” และชี้ว่านอกเหนือจากอัตรากำไรการค้าแล้ว “อัตราเงินเฟ้อก็ค่อนข้างทรงตัว”

จากอัตราภาษีที่ทรัมป์กำหนดในปีนี้ อัตราภาษีที่แท้จริงโดยเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงถึง 17.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1935 ตามข้อมูลของ The Budget Lab

หากยังคงอัตราภาษีที่ทรัมป์กำหนดไว้ อัตราภาษีที่แท้จริงโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 17.4%

นโยบายการค้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดทั้งปี และในขณะเดียวกัน ภาษีส่วนใหญ่ของทรัมป์ก็อยู่ในสถานะที่ยังไม่แน่นอนทางกฎหมาย

เมื่อวันอังคาร (9 ก.ย. 2568)ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้ตกลงรับฟังข้อโต้แย้งเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์ ฝ่ายบริหารหวังว่าผู้พิพากษาจะกลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่ยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรเฉพาะประเทศ โดยชี้ประธานาธิบดีได้ใช้อำนาจฉุกเฉินไม่ชอบด้วยกฎหมาย

The Budget Lab ประเมินว่า หากศาลฎีกาตัดสินว่ามาตรการภาษีศุลกากรดังกล่าวผิดกฎหมาย ก็จะมีผลหักล้างมาตรการภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ (71%) ที่กำหนดไว้ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่ของทรัมป์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าประธานาธิบดีมีอำนาจอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เพื่อพยายามคงมาตรการภาษีศุลกากรต่างๆ ไว้

Related posts:

  1. ทรัมป์ประกาศภาษี Reciprocal Tariffs มีผล 1 ส.ค. ประเทศที่หนุน BRICS ต้านสหรัฐฯ ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 10%
  2. ชาวอเมริกัน “เลือกประธานาธิบดี” กันอย่างไร
  3. ASEAN Roundup เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ติด 20 ประเทศ สหรัฐฯให้ความสำคัญเจรจาภาษี
  4. สหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศตามภูมิภาค
  5. ASEAN Roundup อาเซียนเตรียมประกาศยุทธศาสตร์ AEC ส่งเสริมการค้า ความยืดหยุ่น นวัตกรรมดิจิทัล
  6. วิจัยกรุงศรีลดคาดการณ์ GDP ปี 2568 เหลือ 2.1% การค้าต่างประเทศยังเสี่ยงสูง
ภาษีศุลกากรของทรัมป์ ผลกระทบต่อความยากจนในอเมริกา (2026)

References

Top Articles
Latest Posts
Recommended Articles
Article information

Author: Horacio Brakus JD

Last Updated:

Views: 5868

Rating: 4 / 5 (71 voted)

Reviews: 86% of readers found this page helpful

Author information

Name: Horacio Brakus JD

Birthday: 1999-08-21

Address: Apt. 524 43384 Minnie Prairie, South Edda, MA 62804

Phone: +5931039998219

Job: Sales Strategist

Hobby: Sculling, Kitesurfing, Orienteering, Painting, Computer programming, Creative writing, Scuba diving

Introduction: My name is Horacio Brakus JD, I am a lively, splendid, jolly, vivacious, vast, cheerful, agreeable person who loves writing and wants to share my knowledge and understanding with you.